|
ยาเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์
โดยใช้เป็นเครื่องบรรเทาความทุกขเวทนาอันเกิดจากความเจ็บป่วย
ยานั้นมีทั้งคุณและโทษขึ้นอยู่กับลักษณะของการใช้ยา
ข้อเขียนนี้ประสงค์จะให้ความรู้พื้นฐานเรื่องยาสำหรับประชาชนทั่วไป
เพื่อนำไปเป็นแนวทางพิจารณาในการใช้ยาอย่างปลอดภัย
ยาคืออะไร?
มีบทบาทอย่างไรกับชีวิตประจำวันของมนุษย์?

โดยความหมายทั่วไป ยา
หมายถึงสารที่ใช้เพื่อการป้องกัน บำบัดรักษา
หรือตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งอาจจะได้มาจากการสังเคราะห์หรือจากแหล่งธรรมชาติก็ได้
ส่วน โรค
นั้นหมายถึงความเจ็บป่วยของร่างกายหรือจิตใจซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบต่างๆ
ในร่างกายมนุษย์เองหรือเกิดโดยการรุกรานจากภายนอก เช่น จากเชื้อโรค เป็นต้น
ดังนั้นยาจึงเป็นเหมือนสิ่งแปลกปลอมของร่างกายมนุษย์ที่ต้องควบคุมการใช้ให้เหมาะสมถูกต้อง
ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในเชิงร้ายต่อตัวผู้ป่วยเอง
โดยธรรมชาติ
เมื่อมนุษย์เกิดความเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อใดก็จะหาทางทำให้บรรเทาหรือหายขาดไปด้วยวิธีการต่างๆ
บางคนอาจจะไปพบแพทย์ บางคนอาจจะหาซื้อยารับประทานเอง บางคนอาจจะหาสมุนไพรมาใช้
หรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใช้กรรมวิธีทางไสยศาสตร์ก็ได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความเชื่อของแต่ละบุคคล
ในปัจจุบันยามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากเนื่องจากสาเหตุหลายประการ
กล่าวคือเมื่อความก้าวหน้าทางวิทยาการต่างๆ
ทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีและมีชีวิตยืนยาวขึ้น
อย่างไรก็ตามมนุษย์กลับมีโอกาสออกกำลังกายน้อยลงและต้องสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆ
มากขึ้น จึงเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยต่างๆ เพิ่มขึ้น
จำนวนผู้ป่วยนั้นมากมายจนการบริการด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลของรัฐมีไม่เพียงพอกับความต้องการ
ประกอบกับการใช้บริการดังกล่าวจากโรงพยาบาลและคลินิกเอกชนต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงแก้ปัญหาด้วยการหาซื้อยาตามร้านขายยาและกลายเป็นเหมือนวัฒนธรรมการรักษาโรคด้วยตนเองในสังคมไทย
จะเห็นได้ว่าปัจจุบันยากลายเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเจ็บป่วย
ดังนั้นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาจะมีส่วนช่วยอย่างมากให้การใช้ยาเป็นไปอย่างปลอดภัย
พฤติกรรมการใช้ยามีกี่ประเภท
แตกต่างกันอย่างไร?

พฤติกรรมการใช้ยาของมนุษย์ถูกกำกับโดยปัจจัยทางสุขภาพคือความเจ็บป่วยของร่างกายและปัจจัยทางจิตวิทยาคือสภาพแวดล้อมสังคม
ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้คือ
-
การใช้ยาทางการแพทย์
หมายถึงการใช้ยาที่อิงวัตถุประสงค์ทางการแพทย์
โดยเป็นการใช้ยาเพื่อรักษาหรือป้องกันโรคที่วินิจฉัยแล้วโดยแพทย์ในกระบวนการรักษาโรคในโรงพยาบาลหรือคลินิก
หรือการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยตัวผู้ป่วยเองอย่างถูกต้องหลักการ
-
การใช้ยาคลาดเคลื่อนหลักการแพทย์
หมายถึงการใช้ยาที่ยังอิงวัตถุประสงค์ทางการแพทย์
แต่การใช้ยาดังกล่าวไม่ถูกหลักการแพทย์ เช่น
การใช้ยาขนาดต่ำหรือสูงกว่าที่แพทย์สั่ง การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ครบกำหนดเวลา
การใช้ยาสมุนไพรโดยไม่มีหลักฐานยืนยันสรรพคุณที่เชื่อถือได้
หรือการใช้ยานอนหลับและยาคลายกังวลพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น เป็นต้น
สาเหตุของการใช้ยาอาจเกิดจากความไม่รู้จริง ความเข้าใจผิด
หรือการเชื่อคำชักชวนหรือโฆษณา
-
การใช้ยานอกทางการแพทย์หรือการใช้ยาในทางที่ผิด
หมายถึงการใช้ยาที่ไม่อิงวัตถุประสงค์ทางการแพทย์
แต่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ขัดต่อการยอมรับของสังคมหรือกฏหมาย เช่น
การใช้ยาแอมเฟทตามีนหรือยาบ้ากระตุ้นให้ไม่ง่วงนอนและทำงานได้ทนขึ้นการใช้มอร์ฟีนหรือยานอนหลับเพื่อทำให้เกิดภาวะเคลิ้มฝัน
สาเหตุของการใช้อาจเกิดจากความตั้งใจของผู้ใช้ยา การอยากลอง การหลงผิด
การถูกหลอกลวง หรือความรักสนุก
อย่างไรก็ดีเนื่องจากปัจจุบันมีการใช้สารบางอย่างซึ่งไม่ได้เป็นยาในทางที่ผิดจนเกิดการติดยาเช่น
การใช้โคเคน ยาอี แอลเอสดี สารระเหย
ซึ่งแม้บางตัวจะเรียกชื่อเหมือนยาแต่ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่ยา
ดังนั้นปัจจุบันจึงอาจใช้คำว่า สาร แสดงภาพรวมแทนคำว่า ยา ได้
เช่นการใช้สารในทางที่ผิด การติดสารเสพย์ติด เป็นต้น
ยามีผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไรบ้าง?

เมื่อเราให้ยาเพื่อรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดในร่างกาย
ยาจะต้องเดินทางจากจุดให้ยาผ่านเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งเปรียบเหมือนระบบขนส่งหลักในร่างกายซึ่งเรียกกันว่า
การดูดซึมยากระแสเลือดจะนำยาไปสู่เนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับว่ามีเลือดไปเลี้ยงส่วนนั้นมากน้อยเพียงใดและเนื้อเยื่อส่วนนั้นยอมรับยาได้แค่ไหนซึ่งเรียกว่า
การกระจายยาส่วนหนึ่งของยาในกระแสเลือดจะถูกร่างกายเปลี่ยนแปลงโดยระบบเอ็นซัยม์ที่ตับและอวัยวะอื่นกลายเป็นสารใหม่ซึ่งส่วนมากมีฤทธิ์น้อยกว่ายาเดิม
ตรงนี้เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงหรือการทำลายยา
ส่วนหนึ่งของยาในกระแสเลือดจะถูกกำจัดออกจากร่างกายทางปัสสาวะและอุจจาระซึ่งเรียกว่า
การขับถ่ายยา
กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องไปด้วยกันจนกระทั่งยาหมดไปจากร่างกายซึ่งอาจจะเร็วหรือช้าขึ้นกับคุณสมบัติของยาและสภาพร่างกายของผู้ใช้ยากระบวนการเหล่านี้จะเป็นตัวชี้แนะว่ายาจะออกฤทธิ์ได้เร็ว
ออกฤทธิ์ได้นาน หรือตกค้างอยู่ในร่างกายเพียงใด
และมักเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลของยาแตกต่างในแต่ละบุคคล
ยาที่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายจะออกฤทธิ์ทำให้เกิด
ผลของยา ซึ่งหมายความรวมถึงผลทุกประการของยา
ในส่วนของร่างกายที่มีความบกพร่องซึ่งเป็นสาเหตุของโรคยาจะออกฤทธิ์เปลี่ยนความบกพร่องดังกล่าวให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพปกติซึ่งเราเรียกว่า
ผลรักษาในขณะเดียวกันยาก็จะออกฤทธิ์ต่อร่างกายส่วนอื่นๆ ด้วย
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าผลข้างเคียง
ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็ได้
ถ้าหากไม่มีประโยชน์เรามักจะเรียกว่า ผลไม่พึงประสงค์
หรือถ้าหากเป็นสิ่งที่เกิดโทษต่อร่างกาย เราก็เรียกว่า ผลพิษ
ดังนั้นจะเห็นว่ายามีได้ทั้งคุณและโทษ
เราจึงต้องเลือกใช้อย่างถูกหลักการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัย
คำศัพท์เทคนิคเหล่านี้ประชาชนมักจะได้ยินได้ฟังจากปากบุคลากรทางการแพทย์
เช่น แพทย์ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล
ดังนั้นถ้าเข้าใจว่าแต่ละคำมีความหมายอย่างไรจะทำให้การสื่อสารระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับประชาชนนั้นราบรื่นอันจะช่วยให้การรักษาโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ทำไมยาจึงสามารถรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยต่างๆ
ได้

โรคหรือความเจ็บป่วยเป็นความผิดปกติของร่างกายซึ่งเกิดจากการทำหน้าที่บกพร่องหรือแปรปรวนของระบบต่างๆ
ในร่างกาย หรือเกิดจากการรุกรานจากศัตรูภายนอก เช่น เชื้อโรค ไวรัส
ความผิดปกติดังกล่าวมีทั้งที่เกิดทางกาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวานโรคแผลในทางเดินอาหาร โรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง
และเกิดทางใจหรือจิตอารมณ์ เช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล
ยาที่ใช้รักษาโรคจะออกฤทธิ์ไปทดแทน ปรับเปลี่ยนต่อต้านสภาวะที่ใกล้เคียงปกติที่สุด
ผลรวมที่เกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยก็คืออาการโรคบรรเทาลง ต้นเหตุโรคหมดไป
หรือร่างกายปรับตัวไปอยู่ที่สมดุลย์ใหม่ ตัวอย่างเช่น
กรณีของโรคแผลในทางเดินอาหารที่เกิดจากกระเพาะอาหารหลั่งกรดเกิน
ยาที่ใช้รักษาอาจจะออกฤทธิ์ต่างกันได้หลายแบบ เช่น
สะเทินกรดที่หลั่งออกมาแล้วให้เป็นกลางเพื่อไม่ให้ทำอันตรายต่อผนังกระเพาะลดการหลั่งกรดให้น้อยลง
หรือเพิ่มความต้านทานของเยื่อบุผนังลำไส้ให้ทนกรดมากขึ้น
โรคเบาหวานเกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนที่ช่วยในการใช้น้ำตาลของเซล
มีผลทำให้น้ำตาลหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดมาก
ดังนั้นยาที่ใช้รักษาอาจเป็นฮอร์โมนอินซูลินที่ให้ทดแทน
ยาที่กระตุ้นการผลิตและการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน
หรือยาที่เร่งให้เซลใช้น้ำตาลได้มากขึ้นก็ได้
โรคจิตเภทเกิดจากการทำงานมากเกินไปของสารสื่อประสาทในสมองบางตัวทำให้การรับรู้และความนึกคิดผิดเพี้ยน
ยาที่ใช้รักษาก็จะไปต่อต้านการทำงานของสารสื่อประสาทดังกล่าวให้น้อยลง
กระบวนการต่างๆ
ที่ปฏิบัติต่อผู้ป่วยอาจมีผลรักษาได้ระดับหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาจริงก็ได้ทั้งนี้โดยอาศัยความคาดหวังหรือความศรัทธาของผู้ป่วยต่อกระบวนการรักษา
ผลเช่นนี้เรียกว่าผลของยาหลอกหรือผลทางจิตใจ
เกิดขึ้นในหลายกรณีโดยเฉพาะกับโรคทางจิตอารมณ์สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมการรักษาทางไสยศาสตร์
น้ำมนต์ คาถา การรักษาโดยใช้ยาที่โฆษณาเกินจริง การให้กำลังใจ
หรือแม้แต่การพบปะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงทำให้ผู้ป่วยบางรายทุเลาจากความเจ็บป่วยได้
ด้วยเหตุนี้ในกระบวนการรักษาโรคทั่วไป
สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรที่มีส่วนร่วมในการรักษาจึงมีความสำคัญต่อผลของการรักษาเป็นอย่างมาก
วิธีการใช้ยาทั่วไปมีกี่แบบและมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร?

ในการรักษาโรคด้วยยาสามารถใช้ยาได้หลายวิธี
โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่นรูปแบบยาที่มีอยู่ขณะนั้น ความรุนแรงของโรค
ความฉับไวของผลยาที่ต้องการ ราคายาในรูปแบบต่างๆ และความสะดวกต่อผู้ป่วย
ประการสำคัญที่สุดคือความร่วมมือจากผู้ป่วย
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลรักษาสูงสุดโดยมีผลไม่พึงประสงค์น้อยที่สุด
วิธีที่ใช้อยู่ทั่วไปได้แก่
การให้ยาทางปาก
วิธีหลักคือการรับประทานซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันบ่อยที่สุด
ข้อดีของวิธีนี้คือความสะดวก ปลอดภัย ราคายารับประทานมักถูกกว่ารูปแบบอื่น
ขั้นตอนการใช้ไม่ยุ่งยากและใช้ได้กับยาส่วนใหญ่
ข้อเสียของวิธีนี้คือยาจะต้องผ่านทางเดินอาหารและดูดซึมผ่านผนังกระเพาะและลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด
จึงออกฤทธิ์ได้ช้าและปริมาณยาที่เข้าสู่กระแสเลือดอาจแปรผันแตกต่างตามสภาพการดูดซึม
โดยทั่วไปยาน้ำมักถูกดูดซึมได้เร็วกว่ายาเม็ดหรือยาแคปซูล
ยาที่ไม่ปะปนกับอาหารในกระเพาะจะมีโอกาสถูกดูดซึมได้มาก
ด้วยเหตุนี้ถ้าไม่มีข้อจำกัดใดๆ ควรรับประทานยาในขณะที่ท้องว่าง
ได้แก่ก่อนอาหารประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงหรือหลังอาหารประมาณสองถึงสามชั่วโมง
ตัวอย่างยาที่จำเป็นต้องรับประทานเช่นนี้ได้แก่ยาที่ถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหารหรือจับควบกับส่วนประกอบของอาหารได้มาก
เช่นยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน เป็นต้น
อย่างไรก็ดียาบางอย่างมีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหารหรือกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
เช่น ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาแก้อักเสบของกล้ามเนื้อ-ไขข้อ-กระดูก
ก็จำเป็นต้องเลี่ยงไปรับประทานหลังอาหารทันที
ยาลดกรดและยาขับลมชนิดเม็ดควรจะเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนเพื่อให้แตกเป็นชิ้นเล็กจะได้มีผิวสัมผัสกับ กรดหรือฟองอากาศในกระเพาะได้มากขึ้น
ยาบางชนิดควรกลืนทั้งเม็ดไม่ควรขบให้เคลือบยาแตกก่อนกลืนเพราะเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์เนิ่นนาน
ต้องการให้เม็ดยาค่อยๆ ละลายทีละน้อยเป็นต้น
ดังนั้นการรับประทานยาควรจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
การให้ยาด้วยการฉีด ได้แก่การฉีดเข้าหลอดเลือด
การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เป็นต้น
ข้อดีของวิธีนี้คือยาจะเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วเนื่องจากอุปสรรคของการดูดซึมมีน้อย
หรือในกรณีการฉีดเข้าหลอดเลือดยาจะเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง
เมื่อเข้ากระแสเลือดได้เร็วก็จะกระจายไปยังบริเวณที่เกิดโรคได้เร็วและเห็นผลยาได้เร็ว
วิธีเหล่านี้จึงเหมาะสำหรับใช้เพื่อการรักษาที่ต้องการเห็นผลอย่างฉับพลัน
โดยทั่วไปการฉีดยาเข้าหลอดเลือดจะเห็นผลเร็วที่สุด
ข้อเสียของวิธีนี้คือไม่สะดวกเพราะต้องอาศัยทักษะในการให้ยาจึงต้องกระทำโดยแพทย์หรือพยาบาล
การให้ยามักทำให้เจ็บปวด ราคายาค่อนข้างแพง
มีโอกาสเสี่ยงต่ออันตรายจากผลข้างเคียง ผลพิษ และการแพ้ยาสูง
ดังนั้นการให้ยาด้วยการฉีดจึงมักจะใช้ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เช่น
อาการของโรครุนแรง ยาดูดซึมไม่เพียงพอจากการรับประทาน เป็นต้น
การให้ยาเฉพาะที่
หมายถึงการให้ยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์ ณ
จุดที่มีการเกิดโรคเท่านั้นส่วนใหญ่เป็นการให้ยาภายนอก ได้แก่การหยอดยา
การเหน็บยา การพ่นยา การทายาการนวดยา เป็นต้น
ข้อดีของวิธีนี้คือยาจะมีผลเฉพาะบริเวณที่ให้ยาเท่านั้นและมีการดูดซึมเข้ากระแสเลือดน้อยจึงไม่ค่อยมีผลอื่นต่อระบบในร่างกาย
ข้อเสียคือใช้ได้ดีกับโรคที่เกิดบริเวณพื้นผิวร่างกายเท่านั้นและอาจเกิดความเลอะเทอะ
ฤทธิ์ของยาอยู่ไม่ได้นาน
การให้ยาวิธีอื่นๆ ได้แก่ การอมใต้ลิ้น การฉีดเข้าน้ำไขสันหลัง
การดมยา การแปะแผ่นยาซึ่งแต่ละวิธีจะมีจุดมุ่งหมายพิเศษ เช่น
การอมใต้ลิ้นใช้กับยาที่ต้องการเห็นผลรวดเร็วและลดการทำลายฤทธิ์ยาโดยตับ
เนื่องจากกระแสเลือดที่นำยาจากอุ้งปากนั้นไม่ผ่านตับโดยตรง
การฉีดเข้าน้ำไขสันหลังเพื่อให้ยาเข้าสมองได้เนื่องจากน้ำไขสันหลังติดต่อโดยตรงกับสมอง
ใช้กับยาที่รักษาโรคในสมองแต่ไม่สามารถผ่านจากกระแสเลือดเข้าสู่สมองได้
การดมยาเป็นวิธีที่แพทย์ใช้ให้ยาสลบแก่ผู้ป่วยเพื่อการผ่าตัด
การแปะแผ่นยาบนผิวหนังส่วนที่มีเลือดเลี้ยงมากและใกล้กับตำแหน่งออกฤทธิ์ของยาเพื่อให้ยาค่อยๆ
ซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด
ใช้สำหรับยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์ในร่างกายโดยไม่ต้องรับประทาน
การใช้ยาเหล่านี้ผู้ใช้ยาจะต้องมีทักษะพอสมควร
ผลเสียจากการใช้ยามีอะไรบ้าง?

แม้วัตถุประสงค์หลักของการใช้ยาคือ ผลรักษา ก็ตาม แต่จะมีผลอื่นๆ
เกิดขึ้นร่วมด้วยมากน้อยแล้วแต่คุณสมบัติของยาและสภาพของผู้ใช้ยา ได้แก่
ผลข้างเคียง เป็นผลของยาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ
กับผลรักษา และผู้ป่วยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้บางครั้งอาจจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย
บางครั้งก่อให้เกิดความรำคาญหรือผลเสียต่อผู้ป่วย
เช่นผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ส่วนใหญ่คืออาการง่วงนอน ปากแห้ง คอแห้ง
อาการง่วงนอนนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาในการเรียน การขับรถในตอนกลางวัน
แต่อาจทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ง่ายในตอนกลางคืน
ในบางกรณีผลข้างเคียงของยาในการรักษาโรคอย่างหนึ่งอาจนำไปใช้เป็นผลรักษาโรคอีกอย่างหนึ่งก็ได้
เช่น
ผลข้างเคียงของยาลดความดันเลือดบางตัวทำให้ขนดกถูกนำไปใช้เป็นยาปลูกผมสำหรับคนศีรษะล้าน
เป็นต้น
ผลไม่พึงประสงค์
เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาและมีผลเสียต่อผู้ป่วย
ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่นด้วย เช่น
การใช้ยารักษาเบาหวานเกินขนาดทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนผู้ป่วยหมดสติ
การใช้ยาระงับปวด-ต้านอักเสบทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารการใช้ยาปฏิชีวนะบางตัวนานเกินไปทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน
การใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลเป็นประจำทำให้เกิดอาการหลงลืม และ
อันตรายจากการใช้ยาร่วมกันหลายตัว เป็นต้น
ผลพิษ
เป็นผลไม่พึงประสงค์ที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้ยาเกินขนาด
หรือผลของยาโดยตรงก็ได้ เช่น
ยาแก้ปวดพาราเซตามอลหากรับประทานมากเกินไปหรือติดต่อกันนานเกินไปอาจทำให้เกิดพิษทำลายตับได้
ยาหลายชนิดทำให้เกิดผลพิษได้ในขนาดที่ใช้ปกติ เช่น
ยารักษาโรคลมชักบางตัวมีผลพิษต่อทารกในครรภ์
ยารักษาโรคจิตบางตัวทำให้เกิดพิษต่อระบบการสร้างเม็ดเลือด
ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มทำให้เกิดพิษต่อไต เป็นต้น
ในกรณีการใช้ยาเหล่านี้แพทย์หรือเภสัชกรจะต้องชี้แจงและเตือนให้ผู้ใช้ยาเฝ้าระวังอาการอันส่อถึงผลพิษดังกล่าวเสมอ
ผลพิษส่วนใหญ่อาจเกิดขึ้นชั่วคราวและมักทุเลาหรือหมดไปเมื่อหยุดใช้ยาต้นเหตุ
แต่ผลพิษบางอย่างอาจเกิดขึ้นเป็นการถาวร เช่น ผลพิษทำลายเซลประสาทสมองของยาบ้า
เป็นต้น
การแพ้ยา
เป็นผลไม่พึงประสงค์ของยาที่เกิดน้อยครั้งและคาดคะเนได้ยาก
การแพ้ยานั้นเกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายมีปฏิกริยาโต้ตอบต่อยามากเกินไป
โดยพยายามใช้กลวิธีต่างๆ กำจัดยาซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย
แล้วผลสืบเนื่องจากการกำจัดยาโดยภูมิต้านทานนั้นเองทำให้ร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วยต่างๆ
ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีโอกาสแพ้ยาได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเคมีของยาที่ใช้นั้นและสถานภาพภูมิต้านทานของผู้ใช้ยา
ดังนั้นจึงคาดคะเนได้ยากว่าใครจะแพ้ยาอะไร แต่โดยทั่วไปยาปฏิชีวนะ
ยาแก้ปวด-ต้านอักเสบ ยาต้านมะเร็ง มีโอกาสทำให้แพ้ได้มากกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ
การแพ้ยาอาจมีอาการได้ต่างๆ กัน เช่น เป็นผื่น ปื้นบวม คัน ผิวหนังอักเสบ ลมพิษ
นได้ยาก
การแพ้ยานั้นเกิดกระบบภูมิต้านทานของร่างกายมีปฏิกริยา
การติดยา
เป็นผลไม่พึงประสงค์ที่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อตัวผู้ใช้ยาและสังคม
เกิดจากยาทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานไปจากเดิม
กลายเป็นต้องอาศัยอิทธิพลจากยาในการทำหน้าที่ปกติ
ดังนั้นเมื่อใดที่ไม่ได้รับยาจิตใจและร่างกายก็จะโหยหายาดังกล่าวทำให้เกิดอาการอยากยา
แสดงอาการขาดยาหรือลงแดง
อาการอยากยาทำให้ผู้ติดยาต้องพยายามแสวงหายามาใช้ต่อโดยวิธีต่างๆ
ทั้งชอบและมิชอบ
ดังนั้นอาจกล่าวว่าการติดยาเป็นสภาวะที่ผู้ใช้ยาอยู่ภายใต้การควบคุมของยาก็ได้
หลักการใช้ยาอย่างปลอดภัยเป็นอย่างไร?

การใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยเป็นหัวใจของการรักษาโรคด้วยยา
ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล
และเภสัชกร หลักการทั่วไปได้แก่
ใช้ยาเมื่อจำเป็นและให้ถูกโรค
ยาไม่ใช่อาหารที่ต้องรับประทานเป็นประจำ
ดังนั้นจะใช้ยาก็ต่อเมื่อเกิดความเจ็บป่วยที่ไม่อาจแก้ไขด้วยวิธีการอื่น
ประชาชนส่วนหนึ่งมักชอบใช้ยาพร่ำเพรื่อหรือโดยไม่จำเป็น
หรือไม่ถูกกับความเจ็บป่วยของตน เช่น
เกิดความเจ็บป่วยอะไรขึ้นมาก็ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งที่โรคนั้นไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อเลย
การใช้วิตามินขนาดสูงเป็นประจำด้วยคิดว่าจะบำรุงร่างกายให้แข็งแรงโดยไม่ต้องรับประทานอาหารให้ถูกส่วนหรือออกกำลังกายให้พอเหมาะ
การใช้ยาแก้ปวด-ต้านอักเสบกับอาการปวดเมื่อยจากการเล่นกีฬา
เป็นต้นในบางครั้งอาการเจ็บป่วยที่เกิดเป็นไปตามธรรมชาติเพียงชั่วคราวและทุเลาได้เองโดยกลไกของร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องด่วนใช้ยา
เช่น อาการอ่อนเพลียจากการทำงาน อาการปวดศีรษะจากการใช้สายตามาก
ข้อควรจำคือทุกครั้งที่เจ็บป่วยต้องหาสาเหตุให้พบว่าต้นเหตุที่แท้จริงของอาการดังกล่าวคืออะไรและสมควรต้องใช้ยาหรือไม่
ในกรณีที่ความเจ็บป่วยนั้นเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ รุนแรง
หรือก่อทุกขทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ
จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยให้พยายามพบแพทย์เป็นอันดับแรก
ในกรณีที่ไม่อาจพบแพทย์ได้ควรขอคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาจากเภสัชกร
ถ้าหากความเจ็บป่วยนั้นไม่ซับซ้อนหรือรุนแรงเกินไปเภสัชกรอาจใช้วิจารณญานให้การบรรเทาหรือบำบัดเบื้องต้นด้วยยาที่ถูกกับโรค
แต่ถ้าเป็นความเจ็บป่วยที่รุนแรงเภสัชกรก็จะแนะนำให้ผู้ป่วยไปหาแพทย์หรือส่งมอบผู้ป่วยให้แพทย์ทำการรักษาต่อไป
ใช้ยาให้ถูกขนาดและถูกกำหนดเวลา
ถึงแม้จะใช้ยาที่ถูกกับโรคแล้วก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะหายจากความเจ็บป่วยได้ทุกกรณี
เนื่องจากจะต้องใช้ยาให้ถูกขนาดกับตนเองและด้วยกำหนดเวลาที่เหมาะสมกับโรคที่เป็น
ขนาดยาที่เหมาะสมกำหนดจากการทดลองกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่งในช่วงการวิจัยก่อนขึ้นทะเบียนยา
โดยกำหนดเป็นน้ำหนักของตัวยาต่อน้ำหนักผู้ป่วย เช่น มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
แต่เมื่อผลิตเป็นรูปแบบยาสำเร็จรูปแล้วมักจะ กำหนดเป็นหน่วยของการใช้ยา เช่น
เม็ด แคปซูล ช้อนโต๊ะ ช้อนชา เป็นต้น
ซึ่งโดยทั่วไปใช้สำหรับผู้ใหญ่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ดังนั้นถ้าหากผู้ป่วยแตกต่างไปจากเกณฑ์มาตรฐาน เช่นเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ
ผอมหรืออ้วน มีโรคเกี่ยวกับตับหรือไต
อาจต้องปรับขนาดยาที่ใช้ให้เหมาะสมแต่ละรายโดยเฉพาะถ้าเป็นยาที่มีอันตราย
สำหรับกำหนดเวลาการใช้ยาโดยเฉพาะยารับประทานมักจะสอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน
เช่น มื้ออาหาร เวลาเช้า-เย็น ก่อนนอนหรือกำหนดเป็นช่วงเวลาคงที่ เช่น ทุก 6
หรือ 8 ชั่วโมง เพื่อให้สะดวกในการจดจำ
การใช้ยาเพื่อรักษาตามอาการของโรคมักจะใช้ยาเฉพาะเมื่อมีอาการเท่านั้น เช่น
ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอยาแก้ปวด เป็นต้น
ต่างกับยาซึ่งรักษาที่ต้นเหตุของโรคมักต้องใช้ประจำต่อเนื่องจนกว่าต้นเหตุโรคจะหมดไป
เช่น ยารักษาโรคติดเชื้อ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาเบาหวานเป็นต้น
ในกรณีนี้จึงต้องใช้ยาติดต่อกันจนครบกำหนดเวลาที่แพทย์สั่ง
การเลิกใช้ยาดังกล่าวก่อนกำหนดอาจทำให้โรคไม่หายขาดหรือกลับลุกลามรุนแรงขึ้น
ใช้ยาที่มีการยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน
ยาแผนปัจจุบันแต่ละตัวกว่าจะขึ้นทะเบียนยาออกมาจำหน่ายได้จะต้องผ่านการวิจัยพิสูจน์สรรพคุณ
การประเมินความเป็นพิษและการควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเป็นระบบ
ยาเหล่านี้จะมีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนในแง่ปริมาณตัวยาสำคัญ ข้อบ่งใช้
ขนาดและวิธีใช้ ผลไม่พึงประสงค์ ข้อควรระวัง ข้อห้ามใช้ตลอดจนความคงตัวของยา
การใช้ยาดังกล่าวจึงคาดคะเนผลการใช้ยาได้
อย่างไรก็ตามปัจจุบันมียาหลายชนิดโดยเฉพาะที่เป็นสารหรือผลิตผลจากธรรมชาติมักจะโฆษณาโน้มน้าวและอ้างสรรพคุณเกินข้อเท็จจริงโดยอาศัยจุดอ่อนของความตื่นกลัวและความเชื่อง่ายของประชาชน
ยาประเภทนี้ส่วนใหญ่มักด่วนสรุปข้อมูลที่มีอยู่เพียงบางส่วนว่าสามารถใช้รักษาโรคต่างๆ
ได้
ทั้งที่จริงแล้วยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยในผู้ป่วยยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างชัดเจน
การใช้ยาที่โฆษณาเกินจริงเหล่านี้เท่ากับการตกเป็นผู้ทดลองยาโดยต้องเสี่ยงต่ออันตรายจากโรคที่เป็นอยู่และจากยาที่ใช้
แก้ปัญหาการใช้ยาด้วยการปรึกษาเภสัชกร
ในยุคนี้เนื่องจากศาสตร์แขนงต่างๆ
มีความก้าวหน้าและลุ่มลึกมากทำให้วิชาชีพแต่ละสาขามักมีความเชี่ยวชาญเพียงเฉพาะด้านของตน
ในแง่นี้เภสัชกรเป็นวิชาชีพที่ถูกสั่งสอนและฝึกปฏิบัติให้เชี่ยวชาญด้านยาเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนและผู้ป่วย
ดังนั้นในกรณีที่ต้องการความรู้เรื่องยาหรือเกิดปัญหาการใช้ยาจึงสมควรที่ประชาชนควรพยายามปรึกษากับเภสัชกรไม่ว่าจะเป็นที่ร้านขายยาหรือโรงพยาบาลใกล้ตัวท่านก็ตาม
ซึ่งเภสัชกรทุกคนยินดีที่จะทำหน้าที่ให้ความกระจ่างแก่ประชาชน
สำหรับท่านที่อยู่ใกล้คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สามารถขอคำปรึกษาเรื่องยากับเภสัชกรที่สถานปฏิบัติการโอสถศาลา
ตรงข้ามศูนย์การค้ามาบุญครองได้ทุกวันจันทร์ถึงเสาร์ เวลา 8.00-16.00 น.
เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดราชการอื่น
เภสัชกรมีบทบาทอย่างไรต่อการใช้ยาอย่างปลอดภัย?

โดยทั่วไปประชาชนมักจะมองเห็นภาพไม่ชัดเจนว่าหน้าที่และบทบาทที่แท้จริงของเภสัชกรคืออะไร
แต่จะมองหน้าที่และบทบาทของบุคคลากรการแพทย์อื่น เช่น แพทย์ ทันตแพทย์พยาบาล
ได้ชัดเจนกว่า
ทั้งนี้สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งคือเท่าที่ผ่านมาการศึกษาเภสัชศาสตร์สอนให้เภสัชกรรู้หลายด้านในขณะที่ระบบการดูแลสุขภาพประชาชนของไทยเปิดช่องทางให้เภสัชกรแสดงหน้าที่และบทบาทได้จำกัด
ดังนั้นเภสัชกรจึงทำงานในหลายบทบาทหลายคนอาจจะเห็นเภสัชกรอยู่ในห้องยาของโรงพยาบาลคอยดูแลการจ่ายยาและควบคุมคลังยา
หลายคนอาจจะเห็นเภสัชกรอยู่ประจำตามร้านขายยาคอยบริการจำหน่ายยาและให้คำแนะนำแก่ผู้ซื้อ
บางคนอาจจะเห็นเภสัชกรเดินเข้าออกตามโรงพยาบาลและคลินิกเพื่อเสนอขายยาหรืออยู่ที่สำนักงานคอยวางแผนการขายยา
บางคนอาจจะเห็นเภสัชกรอยู่ในโรงงานยาทำหน้าที่ผลิตและควบคุมคุณภาพยา
ด้วยหน้าที่และบทบาทหลากหลายเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของวิชาชีพเภสัชกรไม่เด่นชัดในสายตาประชาชน
ปัจจุบันเนื่องจากงานดูแลสุขภาพประชาชนมีขอบเขตกว้างขวาง
ผนวกกับความก้าวหน้าทางการแพทย์และเภสัชศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในทศวรรษที่ผ่านมา
ทำให้การบริการด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่รอบรู้และเชี่ยวชาญแต่ละสาขาดังนั้นเภสัชกรจึงมีหน้าที่และบทบาทดูแลสุขภาพด้านการใช้ยาของประชาชนชัดเจนกว่าที่เคยเป็น
โดยดูแลด้านการพัฒนายา การผลิตและควบคุมคุณภาพยา การส่งมอบยา
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามผลการใช้ยาและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับยา
ประชาชนเริ่มมองเห็นว่าในขณะที่แพทย์เป็นผู้ให้การวินิจฉัยและสั่งการรักษาโรคแก่ผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่ต้องอาศัยยาเภสัชกรเองจะเป็นผู้ดูแลคอยสอดส่องติดตามให้การใช้ยานั้นมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
สิ่งที่ประชาชนจะพึ่งพาเภสัชกรได้นั้นมีหลายประการทั้งทางตรงและทางอ้อม
เช่นในทางตรงประชาชนสามารถพึ่งพาเรื่องการควบคุมดูแลและแนะนำการใช้ยาอย่างปลอดภัย
ทั้งการใช้ยาในสถานพยาบาลและการใช้ยาจากร้านขายยา ทุกครั้งที่เกิดปัญหา
ข้อข้องใจ ต้องการข้อมูลหรือตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ยา
ขอให้คิดถึงเภสัชกรว่าเป็นบุคคลแรกที่จะให้คำแนะนำและความกระจ่างได้ดีที่สุดผู้หนึ่ง
ในทางอ้อมประชาชนพึ่งพิงเภสัชกรผ่านการควบคุมการผลิตและควบคุมมาตรฐานยาที่จำหน่ายในท้องตลาด
สุดท้ายนี้ขอฝากคำขวัญสั้นๆ ไว้กับประชาชนทั้งหลาย
เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่และบทบาทที่ชัดเจนของเภสัชกรว่า การดูแลเรื่องยาคือหน้าที่เภสัชกร
|