ความรู้เรื่องยา

 

 
 
 

          
ภก.สุวัชชัย เสถียรปรเมษฐ์
หัวหน้าแผนกเภสัชกรรม

 

สวัสดีครับ

ผู้ใส่ใจในสุขภาพที่รักยิ่งทุกท่าน 

แผนกเภสัชกรรมโรงพยาบาลแพร่คริสเตียนมีสาระดีๆ 

เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างปลอดภัยมาฝากทุกท่าน 

Redtones.gif (2134 bytes)
ยาคืออะไร? มีบทบาทอย่างไร กับชีวิตประจำวันของมนุษย์?
วิธีการใช้ยาทั่วไปมีกี่แบบ และมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร?
พฤติกรรมการใช้ยามีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร?
ผลเสียจากการใช้ยามีอะไรบ้าง?
ยามีผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไรบ้าง?
หลักการใช้ยาอย่างปลอดภัยเป็นอย่างไร?
ทำไมยาจึงสามารถรักษาโรค หรือความเจ็บป่วยต่างๆ ได้
เภสัชกรมีบทบาทอย่างไร ต่อการใช้ยาอย่างปลอดภัย?

Redtones.gif (2134 bytes)


       ยาเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์ โดยใช้เป็นเครื่องบรรเทาความทุกขเวทนาอันเกิดจากความเจ็บป่วย ยานั้นมีทั้งคุณและโทษขึ้นอยู่กับลักษณะของการใช้ยา ข้อเขียนนี้ประสงค์จะให้ความรู้พื้นฐานเรื่องยาสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อนำไปเป็นแนวทางพิจารณาในการใช้ยาอย่างปลอดภัย

ยาคืออะไร? มีบทบาทอย่างไรกับชีวิตประจำวันของมนุษย์?
Redtones.gif (2134 bytes)

           โดยความหมายทั่วไป ยา หมายถึงสารที่ใช้เพื่อการป้องกัน บำบัดรักษา หรือตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งอาจจะได้มาจากการสังเคราะห์หรือจากแหล่งธรรมชาติก็ได้ ส่วน โรค นั้นหมายถึงความเจ็บป่วยของร่างกายหรือจิตใจซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์เองหรือเกิดโดยการรุกรานจากภายนอก เช่น จากเชื้อโรค เป็นต้น ดังนั้นยาจึงเป็นเหมือนสิ่งแปลกปลอมของร่างกายมนุษย์ที่ต้องควบคุมการใช้ให้เหมาะสมถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในเชิงร้ายต่อตัวผู้ป่วยเอง

             โดยธรรมชาติ เมื่อมนุษย์เกิดความเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อใดก็จะหาทางทำให้บรรเทาหรือหายขาดไปด้วยวิธีการต่างๆ บางคนอาจจะไปพบแพทย์ บางคนอาจจะหาซื้อยารับประทานเอง บางคนอาจจะหาสมุนไพรมาใช้ หรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใช้กรรมวิธีทางไสยศาสตร์ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความเชื่อของแต่ละบุคคล ในปัจจุบันยามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากเนื่องจากสาเหตุหลายประการ กล่าวคือเมื่อความก้าวหน้าทางวิทยาการต่างๆ ทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีและมีชีวิตยืนยาวขึ้น อย่างไรก็ตามมนุษย์กลับมีโอกาสออกกำลังกายน้อยลงและต้องสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆ มากขึ้น จึงเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยต่างๆ เพิ่มขึ้น จำนวนผู้ป่วยนั้นมากมายจนการบริการด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลของรัฐมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ประกอบกับการใช้บริการดังกล่าวจากโรงพยาบาลและคลินิกเอกชนต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงแก้ปัญหาด้วยการหาซื้อยาตามร้านขายยาและกลายเป็นเหมือนวัฒนธรรมการรักษาโรคด้วยตนเองในสังคมไทย

              จะเห็นได้ว่าปัจจุบันยากลายเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเจ็บป่วย ดังนั้นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาจะมีส่วนช่วยอย่างมากให้การใช้ยาเป็นไปอย่างปลอดภัย

พฤติกรรมการใช้ยามีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร?
Redtones.gif (2134 bytes)

              พฤติกรรมการใช้ยาของมนุษย์ถูกกำกับโดยปัจจัยทางสุขภาพคือความเจ็บป่วยของร่างกายและปัจจัยทางจิตวิทยาคือสภาพแวดล้อมสังคม ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้คือ

  • การใช้ยาทางการแพทย์ หมายถึงการใช้ยาที่อิงวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ โดยเป็นการใช้ยาเพื่อรักษาหรือป้องกันโรคที่วินิจฉัยแล้วโดยแพทย์ในกระบวนการรักษาโรคในโรงพยาบาลหรือคลินิก หรือการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยตัวผู้ป่วยเองอย่างถูกต้องหลักการ

  • การใช้ยาคลาดเคลื่อนหลักการแพทย์ หมายถึงการใช้ยาที่ยังอิงวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ แต่การใช้ยาดังกล่าวไม่ถูกหลักการแพทย์ เช่น การใช้ยาขนาดต่ำหรือสูงกว่าที่แพทย์สั่ง การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ครบกำหนดเวลา การใช้ยาสมุนไพรโดยไม่มีหลักฐานยืนยันสรรพคุณที่เชื่อถือได้ หรือการใช้ยานอนหลับและยาคลายกังวลพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น เป็นต้น สาเหตุของการใช้ยาอาจเกิดจากความไม่รู้จริง ความเข้าใจผิด หรือการเชื่อคำชักชวนหรือโฆษณา

  • การใช้ยานอกทางการแพทย์หรือการใช้ยาในทางที่ผิด หมายถึงการใช้ยาที่ไม่อิงวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ แต่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ขัดต่อการยอมรับของสังคมหรือกฏหมาย เช่น การใช้ยาแอมเฟทตามีนหรือยาบ้ากระตุ้นให้ไม่ง่วงนอนและทำงานได้ทนขึ้นการใช้มอร์ฟีนหรือยานอนหลับเพื่อทำให้เกิดภาวะเคลิ้มฝัน สาเหตุของการใช้อาจเกิดจากความตั้งใจของผู้ใช้ยา การอยากลอง การหลงผิด การถูกหลอกลวง หรือความรักสนุก

               อย่างไรก็ดีเนื่องจากปัจจุบันมีการใช้สารบางอย่างซึ่งไม่ได้เป็นยาในทางที่ผิดจนเกิดการติดยาเช่น การใช้โคเคน ยาอี แอลเอสดี สารระเหย ซึ่งแม้บางตัวจะเรียกชื่อเหมือนยาแต่ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่ยา ดังนั้นปัจจุบันจึงอาจใช้คำว่า สาร แสดงภาพรวมแทนคำว่า ยา ได้ เช่นการใช้สารในทางที่ผิด การติดสารเสพย์ติด เป็นต้น

ยามีผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไรบ้าง?
Redtones.gif (2134 bytes)

            เมื่อเราให้ยาเพื่อรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดในร่างกาย ยาจะต้องเดินทางจากจุดให้ยาผ่านเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งเปรียบเหมือนระบบขนส่งหลักในร่างกายซึ่งเรียกกันว่า การดูดซึมยากระแสเลือดจะนำยาไปสู่เนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับว่ามีเลือดไปเลี้ยงส่วนนั้นมากน้อยเพียงใดและเนื้อเยื่อส่วนนั้นยอมรับยาได้แค่ไหนซึ่งเรียกว่า การกระจายยาส่วนหนึ่งของยาในกระแสเลือดจะถูกร่างกายเปลี่ยนแปลงโดยระบบเอ็นซัยม์ที่ตับและอวัยวะอื่นกลายเป็นสารใหม่ซึ่งส่วนมากมีฤทธิ์น้อยกว่ายาเดิม ตรงนี้เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงหรือการทำลายยา ส่วนหนึ่งของยาในกระแสเลือดจะถูกกำจัดออกจากร่างกายทางปัสสาวะและอุจจาระซึ่งเรียกว่า การขับถ่ายยา กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องไปด้วยกันจนกระทั่งยาหมดไปจากร่างกายซึ่งอาจจะเร็วหรือช้าขึ้นกับคุณสมบัติของยาและสภาพร่างกายของผู้ใช้ยากระบวนการเหล่านี้จะเป็นตัวชี้แนะว่ายาจะออกฤทธิ์ได้เร็ว ออกฤทธิ์ได้นาน หรือตกค้างอยู่ในร่างกายเพียงใด และมักเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลของยาแตกต่างในแต่ละบุคคล

             ยาที่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายจะออกฤทธิ์ทำให้เกิด ผลของยา ซึ่งหมายความรวมถึงผลทุกประการของยา ในส่วนของร่างกายที่มีความบกพร่องซึ่งเป็นสาเหตุของโรคยาจะออกฤทธิ์เปลี่ยนความบกพร่องดังกล่าวให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพปกติซึ่งเราเรียกว่า ผลรักษาในขณะเดียวกันยาก็จะออกฤทธิ์ต่อร่างกายส่วนอื่นๆ ด้วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าผลข้างเคียง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็ได้ ถ้าหากไม่มีประโยชน์เรามักจะเรียกว่า ผลไม่พึงประสงค์ หรือถ้าหากเป็นสิ่งที่เกิดโทษต่อร่างกาย เราก็เรียกว่า ผลพิษ ดังนั้นจะเห็นว่ายามีได้ทั้งคุณและโทษ เราจึงต้องเลือกใช้อย่างถูกหลักการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัย

              คำศัพท์เทคนิคเหล่านี้ประชาชนมักจะได้ยินได้ฟังจากปากบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ดังนั้นถ้าเข้าใจว่าแต่ละคำมีความหมายอย่างไรจะทำให้การสื่อสารระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับประชาชนนั้นราบรื่นอันจะช่วยให้การรักษาโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมยาจึงสามารถรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยต่างๆ ได้
Redtones.gif (2134 bytes)

                 โรคหรือความเจ็บป่วยเป็นความผิดปกติของร่างกายซึ่งเกิดจากการทำหน้าที่บกพร่องหรือแปรปรวนของระบบต่างๆ ในร่างกาย หรือเกิดจากการรุกรานจากศัตรูภายนอก เช่น เชื้อโรค ไวรัส ความผิดปกติดังกล่าวมีทั้งที่เกิดทางกาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานโรคแผลในทางเดินอาหาร โรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง และเกิดทางใจหรือจิตอารมณ์ เช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ยาที่ใช้รักษาโรคจะออกฤทธิ์ไปทดแทน ปรับเปลี่ยนต่อต้านสภาวะที่ใกล้เคียงปกติที่สุด ผลรวมที่เกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยก็คืออาการโรคบรรเทาลง ต้นเหตุโรคหมดไป หรือร่างกายปรับตัวไปอยู่ที่สมดุลย์ใหม่ ตัวอย่างเช่น กรณีของโรคแผลในทางเดินอาหารที่เกิดจากกระเพาะอาหารหลั่งกรดเกิน ยาที่ใช้รักษาอาจจะออกฤทธิ์ต่างกันได้หลายแบบ เช่น สะเทินกรดที่หลั่งออกมาแล้วให้เป็นกลางเพื่อไม่ให้ทำอันตรายต่อผนังกระเพาะลดการหลั่งกรดให้น้อยลง หรือเพิ่มความต้านทานของเยื่อบุผนังลำไส้ให้ทนกรดมากขึ้น โรคเบาหวานเกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนที่ช่วยในการใช้น้ำตาลของเซล มีผลทำให้น้ำตาลหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดมาก ดังนั้นยาที่ใช้รักษาอาจเป็นฮอร์โมนอินซูลินที่ให้ทดแทน ยาที่กระตุ้นการผลิตและการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน หรือยาที่เร่งให้เซลใช้น้ำตาลได้มากขึ้นก็ได้ โรคจิตเภทเกิดจากการทำงานมากเกินไปของสารสื่อประสาทในสมองบางตัวทำให้การรับรู้และความนึกคิดผิดเพี้ยน ยาที่ใช้รักษาก็จะไปต่อต้านการทำงานของสารสื่อประสาทดังกล่าวให้น้อยลง

                 กระบวนการต่างๆ ที่ปฏิบัติต่อผู้ป่วยอาจมีผลรักษาได้ระดับหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาจริงก็ได้ทั้งนี้โดยอาศัยความคาดหวังหรือความศรัทธาของผู้ป่วยต่อกระบวนการรักษา ผลเช่นนี้เรียกว่าผลของยาหลอกหรือผลทางจิตใจ เกิดขึ้นในหลายกรณีโดยเฉพาะกับโรคทางจิตอารมณ์สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมการรักษาทางไสยศาสตร์ น้ำมนต์ คาถา การรักษาโดยใช้ยาที่โฆษณาเกินจริง การให้กำลังใจ หรือแม้แต่การพบปะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงทำให้ผู้ป่วยบางรายทุเลาจากความเจ็บป่วยได้ ด้วยเหตุนี้ในกระบวนการรักษาโรคทั่วไป สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรที่มีส่วนร่วมในการรักษาจึงมีความสำคัญต่อผลของการรักษาเป็นอย่างมาก

วิธีการใช้ยาทั่วไปมีกี่แบบและมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร?
Redtones.gif (2134 bytes)

                 ในการรักษาโรคด้วยยาสามารถใช้ยาได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่นรูปแบบยาที่มีอยู่ขณะนั้น ความรุนแรงของโรค ความฉับไวของผลยาที่ต้องการ ราคายาในรูปแบบต่างๆ และความสะดวกต่อผู้ป่วย ประการสำคัญที่สุดคือความร่วมมือจากผู้ป่วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลรักษาสูงสุดโดยมีผลไม่พึงประสงค์น้อยที่สุด วิธีที่ใช้อยู่ทั่วไปได้แก่

                  การให้ยาทางปาก วิธีหลักคือการรับประทานซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันบ่อยที่สุด ข้อดีของวิธีนี้คือความสะดวก ปลอดภัย ราคายารับประทานมักถูกกว่ารูปแบบอื่น ขั้นตอนการใช้ไม่ยุ่งยากและใช้ได้กับยาส่วนใหญ่ ข้อเสียของวิธีนี้คือยาจะต้องผ่านทางเดินอาหารและดูดซึมผ่านผนังกระเพาะและลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด จึงออกฤทธิ์ได้ช้าและปริมาณยาที่เข้าสู่กระแสเลือดอาจแปรผันแตกต่างตามสภาพการดูดซึม โดยทั่วไปยาน้ำมักถูกดูดซึมได้เร็วกว่ายาเม็ดหรือยาแคปซูล ยาที่ไม่ปะปนกับอาหารในกระเพาะจะมีโอกาสถูกดูดซึมได้มาก ด้วยเหตุนี้ถ้าไม่มีข้อจำกัดใดๆ ควรรับประทานยาในขณะที่ท้องว่าง ได้แก่ก่อนอาหารประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงหรือหลังอาหารประมาณสองถึงสามชั่วโมง ตัวอย่างยาที่จำเป็นต้องรับประทานเช่นนี้ได้แก่ยาที่ถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหารหรือจับควบกับส่วนประกอบของอาหารได้มาก เช่นยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน เป็นต้น อย่างไรก็ดียาบางอย่างมีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหารหรือกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เช่น ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาแก้อักเสบของกล้ามเนื้อ-ไขข้อ-กระดูก ก็จำเป็นต้องเลี่ยงไปรับประทานหลังอาหารทันที ยาลดกรดและยาขับลมชนิดเม็ดควรจะเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนเพื่อให้แตกเป็นชิ้นเล็กจะได้มีผิวสัมผัสกับ
กรดหรือฟองอากาศในกระเพาะได้มากขึ้น ยาบางชนิดควรกลืนทั้งเม็ดไม่ควรขบให้เคลือบยาแตกก่อนกลืนเพราะเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์เนิ่นนาน ต้องการให้เม็ดยาค่อยๆ ละลายทีละน้อยเป็นต้น ดังนั้นการรับประทานยาควรจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

                  การให้ยาด้วยการฉีด ได้แก่การฉีดเข้าหลอดเลือด การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เป็นต้น ข้อดีของวิธีนี้คือยาจะเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วเนื่องจากอุปสรรคของการดูดซึมมีน้อย หรือในกรณีการฉีดเข้าหลอดเลือดยาจะเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เมื่อเข้ากระแสเลือดได้เร็วก็จะกระจายไปยังบริเวณที่เกิดโรคได้เร็วและเห็นผลยาได้เร็ว วิธีเหล่านี้จึงเหมาะสำหรับใช้เพื่อการรักษาที่ต้องการเห็นผลอย่างฉับพลัน โดยทั่วไปการฉีดยาเข้าหลอดเลือดจะเห็นผลเร็วที่สุด ข้อเสียของวิธีนี้คือไม่สะดวกเพราะต้องอาศัยทักษะในการให้ยาจึงต้องกระทำโดยแพทย์หรือพยาบาล การให้ยามักทำให้เจ็บปวด ราคายาค่อนข้างแพง มีโอกาสเสี่ยงต่ออันตรายจากผลข้างเคียง ผลพิษ และการแพ้ยาสูง ดังนั้นการให้ยาด้วยการฉีดจึงมักจะใช้ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เช่น อาการของโรครุนแรง ยาดูดซึมไม่เพียงพอจากการรับประทาน เป็นต้น

                  การให้ยาเฉพาะที่ หมายถึงการให้ยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์ ณ จุดที่มีการเกิดโรคเท่านั้นส่วนใหญ่เป็นการให้ยาภายนอก ได้แก่การหยอดยา การเหน็บยา การพ่นยา การทายาการนวดยา เป็นต้น ข้อดีของวิธีนี้คือยาจะมีผลเฉพาะบริเวณที่ให้ยาเท่านั้นและมีการดูดซึมเข้ากระแสเลือดน้อยจึงไม่ค่อยมีผลอื่นต่อระบบในร่างกาย ข้อเสียคือใช้ได้ดีกับโรคที่เกิดบริเวณพื้นผิวร่างกายเท่านั้นและอาจเกิดความเลอะเทอะ ฤทธิ์ของยาอยู่ไม่ได้นาน

                 การให้ยาวิธีอื่นๆ ได้แก่ การอมใต้ลิ้น การฉีดเข้าน้ำไขสันหลัง การดมยา การแปะแผ่นยาซึ่งแต่ละวิธีจะมีจุดมุ่งหมายพิเศษ เช่น การอมใต้ลิ้นใช้กับยาที่ต้องการเห็นผลรวดเร็วและลดการทำลายฤทธิ์ยาโดยตับ เนื่องจากกระแสเลือดที่นำยาจากอุ้งปากนั้นไม่ผ่านตับโดยตรง การฉีดเข้าน้ำไขสันหลังเพื่อให้ยาเข้าสมองได้เนื่องจากน้ำไขสันหลังติดต่อโดยตรงกับสมอง ใช้กับยาที่รักษาโรคในสมองแต่ไม่สามารถผ่านจากกระแสเลือดเข้าสู่สมองได้ การดมยาเป็นวิธีที่แพทย์ใช้ให้ยาสลบแก่ผู้ป่วยเพื่อการผ่าตัด การแปะแผ่นยาบนผิวหนังส่วนที่มีเลือดเลี้ยงมากและใกล้กับตำแหน่งออกฤทธิ์ของยาเพื่อให้ยาค่อยๆ ซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด ใช้สำหรับยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์ในร่างกายโดยไม่ต้องรับประทาน การใช้ยาเหล่านี้ผู้ใช้ยาจะต้องมีทักษะพอสมควร

ผลเสียจากการใช้ยามีอะไรบ้าง?
Redtones.gif (2134 bytes)

                  แม้วัตถุประสงค์หลักของการใช้ยาคือ ผลรักษา ก็ตาม แต่จะมีผลอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วยมากน้อยแล้วแต่คุณสมบัติของยาและสภาพของผู้ใช้ยา ได้แก่

            ผลข้างเคียง เป็นผลของยาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับผลรักษา และผู้ป่วยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้บางครั้งอาจจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย บางครั้งก่อให้เกิดความรำคาญหรือผลเสียต่อผู้ป่วย เช่นผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ส่วนใหญ่คืออาการง่วงนอน ปากแห้ง คอแห้ง อาการง่วงนอนนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาในการเรียน การขับรถในตอนกลางวัน แต่อาจทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ง่ายในตอนกลางคืน ในบางกรณีผลข้างเคียงของยาในการรักษาโรคอย่างหนึ่งอาจนำไปใช้เป็นผลรักษาโรคอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น ผลข้างเคียงของยาลดความดันเลือดบางตัวทำให้ขนดกถูกนำไปใช้เป็นยาปลูกผมสำหรับคนศีรษะล้าน เป็นต้น

             ผลไม่พึงประสงค์ เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาและมีผลเสียต่อผู้ป่วย ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่นด้วย เช่น การใช้ยารักษาเบาหวานเกินขนาดทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนผู้ป่วยหมดสติ การใช้ยาระงับปวด-ต้านอักเสบทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารการใช้ยาปฏิชีวนะบางตัวนานเกินไปทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน การใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลเป็นประจำทำให้เกิดอาการหลงลืม และ อันตรายจากการใช้ยาร่วมกันหลายตัว เป็นต้น

             ผลพิษ เป็นผลไม่พึงประสงค์ที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้ยาเกินขนาด หรือผลของยาโดยตรงก็ได้ เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอลหากรับประทานมากเกินไปหรือติดต่อกันนานเกินไปอาจทำให้เกิดพิษทำลายตับได้ ยาหลายชนิดทำให้เกิดผลพิษได้ในขนาดที่ใช้ปกติ เช่น ยารักษาโรคลมชักบางตัวมีผลพิษต่อทารกในครรภ์ ยารักษาโรคจิตบางตัวทำให้เกิดพิษต่อระบบการสร้างเม็ดเลือด ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มทำให้เกิดพิษต่อไต เป็นต้น ในกรณีการใช้ยาเหล่านี้แพทย์หรือเภสัชกรจะต้องชี้แจงและเตือนให้ผู้ใช้ยาเฝ้าระวังอาการอันส่อถึงผลพิษดังกล่าวเสมอ ผลพิษส่วนใหญ่อาจเกิดขึ้นชั่วคราวและมักทุเลาหรือหมดไปเมื่อหยุดใช้ยาต้นเหตุ แต่ผลพิษบางอย่างอาจเกิดขึ้นเป็นการถาวร เช่น ผลพิษทำลายเซลประสาทสมองของยาบ้า เป็นต้น

               การแพ้ยา เป็นผลไม่พึงประสงค์ของยาที่เกิดน้อยครั้งและคาดคะเนได้ยาก การแพ้ยานั้นเกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายมีปฏิกริยาโต้ตอบต่อยามากเกินไป โดยพยายามใช้กลวิธีต่างๆ กำจัดยาซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย แล้วผลสืบเนื่องจากการกำจัดยาโดยภูมิต้านทานนั้นเองทำให้ร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วยต่างๆ ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีโอกาสแพ้ยาได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเคมีของยาที่ใช้นั้นและสถานภาพภูมิต้านทานของผู้ใช้ยา ดังนั้นจึงคาดคะเนได้ยากว่าใครจะแพ้ยาอะไร แต่โดยทั่วไปยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด-ต้านอักเสบ ยาต้านมะเร็ง มีโอกาสทำให้แพ้ได้มากกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ การแพ้ยาอาจมีอาการได้ต่างๆ กัน เช่น เป็นผื่น ปื้นบวม คัน ผิวหนังอักเสบ ลมพิษ นได้ยาก การแพ้ยานั้นเกิดกระบบภูมิต้านทานของร่างกายมีปฏิกริยา

               การติดยา เป็นผลไม่พึงประสงค์ที่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อตัวผู้ใช้ยาและสังคม เกิดจากยาทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานไปจากเดิม กลายเป็นต้องอาศัยอิทธิพลจากยาในการทำหน้าที่ปกติ ดังนั้นเมื่อใดที่ไม่ได้รับยาจิตใจและร่างกายก็จะโหยหายาดังกล่าวทำให้เกิดอาการอยากยา แสดงอาการขาดยาหรือลงแดง อาการอยากยาทำให้ผู้ติดยาต้องพยายามแสวงหายามาใช้ต่อโดยวิธีต่างๆ ทั้งชอบและมิชอบ ดังนั้นอาจกล่าวว่าการติดยาเป็นสภาวะที่ผู้ใช้ยาอยู่ภายใต้การควบคุมของยาก็ได้

หลักการใช้ยาอย่างปลอดภัยเป็นอย่างไร?
Redtones.gif (2134 bytes)

           การใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยเป็นหัวใจของการรักษาโรคด้วยยา ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร หลักการทั่วไปได้แก่

          ใช้ยาเมื่อจำเป็นและให้ถูกโรค ยาไม่ใช่อาหารที่ต้องรับประทานเป็นประจำ ดังนั้นจะใช้ยาก็ต่อเมื่อเกิดความเจ็บป่วยที่ไม่อาจแก้ไขด้วยวิธีการอื่น ประชาชนส่วนหนึ่งมักชอบใช้ยาพร่ำเพรื่อหรือโดยไม่จำเป็น หรือไม่ถูกกับความเจ็บป่วยของตน เช่น เกิดความเจ็บป่วยอะไรขึ้นมาก็ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งที่โรคนั้นไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อเลย การใช้วิตามินขนาดสูงเป็นประจำด้วยคิดว่าจะบำรุงร่างกายให้แข็งแรงโดยไม่ต้องรับประทานอาหารให้ถูกส่วนหรือออกกำลังกายให้พอเหมาะ การใช้ยาแก้ปวด-ต้านอักเสบกับอาการปวดเมื่อยจากการเล่นกีฬา เป็นต้นในบางครั้งอาการเจ็บป่วยที่เกิดเป็นไปตามธรรมชาติเพียงชั่วคราวและทุเลาได้เองโดยกลไกของร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องด่วนใช้ยา เช่น อาการอ่อนเพลียจากการทำงาน อาการปวดศีรษะจากการใช้สายตามาก ข้อควรจำคือทุกครั้งที่เจ็บป่วยต้องหาสาเหตุให้พบว่าต้นเหตุที่แท้จริงของอาการดังกล่าวคืออะไรและสมควรต้องใช้ยาหรือไม่ ในกรณีที่ความเจ็บป่วยนั้นเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ รุนแรง หรือก่อทุกขทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยให้พยายามพบแพทย์เป็นอันดับแรก ในกรณีที่ไม่อาจพบแพทย์ได้ควรขอคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาจากเภสัชกร ถ้าหากความเจ็บป่วยนั้นไม่ซับซ้อนหรือรุนแรงเกินไปเภสัชกรอาจใช้วิจารณญานให้การบรรเทาหรือบำบัดเบื้องต้นด้วยยาที่ถูกกับโรค แต่ถ้าเป็นความเจ็บป่วยที่รุนแรงเภสัชกรก็จะแนะนำให้ผู้ป่วยไปหาแพทย์หรือส่งมอบผู้ป่วยให้แพทย์ทำการรักษาต่อไป

           ใช้ยาให้ถูกขนาดและถูกกำหนดเวลา ถึงแม้จะใช้ยาที่ถูกกับโรคแล้วก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะหายจากความเจ็บป่วยได้ทุกกรณี เนื่องจากจะต้องใช้ยาให้ถูกขนาดกับตนเองและด้วยกำหนดเวลาที่เหมาะสมกับโรคที่เป็น ขนาดยาที่เหมาะสมกำหนดจากการทดลองกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่งในช่วงการวิจัยก่อนขึ้นทะเบียนยา โดยกำหนดเป็นน้ำหนักของตัวยาต่อน้ำหนักผู้ป่วย เช่น มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่เมื่อผลิตเป็นรูปแบบยาสำเร็จรูปแล้วมักจะ
กำหนดเป็นหน่วยของการใช้ยา เช่น เม็ด แคปซูล ช้อนโต๊ะ ช้อนชา เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปใช้สำหรับผู้ใหญ่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นถ้าหากผู้ป่วยแตกต่างไปจากเกณฑ์มาตรฐาน เช่นเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ ผอมหรืออ้วน มีโรคเกี่ยวกับตับหรือไต อาจต้องปรับขนาดยาที่ใช้ให้เหมาะสมแต่ละรายโดยเฉพาะถ้าเป็นยาที่มีอันตราย สำหรับกำหนดเวลาการใช้ยาโดยเฉพาะยารับประทานมักจะสอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน เช่น มื้ออาหาร เวลาเช้า-เย็น ก่อนนอนหรือกำหนดเป็นช่วงเวลาคงที่ เช่น ทุก 6 หรือ 8 ชั่วโมง เพื่อให้สะดวกในการจดจำ การใช้ยาเพื่อรักษาตามอาการของโรคมักจะใช้ยาเฉพาะเมื่อมีอาการเท่านั้น เช่น ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอยาแก้ปวด เป็นต้น ต่างกับยาซึ่งรักษาที่ต้นเหตุของโรคมักต้องใช้ประจำต่อเนื่องจนกว่าต้นเหตุโรคจะหมดไป เช่น ยารักษาโรคติดเชื้อ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาเบาหวานเป็นต้น ในกรณีนี้จึงต้องใช้ยาติดต่อกันจนครบกำหนดเวลาที่แพทย์สั่ง การเลิกใช้ยาดังกล่าวก่อนกำหนดอาจทำให้โรคไม่หายขาดหรือกลับลุกลามรุนแรงขึ้น

             ใช้ยาที่มีการยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน ยาแผนปัจจุบันแต่ละตัวกว่าจะขึ้นทะเบียนยาออกมาจำหน่ายได้จะต้องผ่านการวิจัยพิสูจน์สรรพคุณ การประเมินความเป็นพิษและการควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเป็นระบบ ยาเหล่านี้จะมีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนในแง่ปริมาณตัวยาสำคัญ ข้อบ่งใช้ ขนาดและวิธีใช้ ผลไม่พึงประสงค์ ข้อควรระวัง ข้อห้ามใช้ตลอดจนความคงตัวของยา การใช้ยาดังกล่าวจึงคาดคะเนผลการใช้ยาได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันมียาหลายชนิดโดยเฉพาะที่เป็นสารหรือผลิตผลจากธรรมชาติมักจะโฆษณาโน้มน้าวและอ้างสรรพคุณเกินข้อเท็จจริงโดยอาศัยจุดอ่อนของความตื่นกลัวและความเชื่อง่ายของประชาชน ยาประเภทนี้ส่วนใหญ่มักด่วนสรุปข้อมูลที่มีอยู่เพียงบางส่วนว่าสามารถใช้รักษาโรคต่างๆ ได้ ทั้งที่จริงแล้วยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยในผู้ป่วยยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างชัดเจน การใช้ยาที่โฆษณาเกินจริงเหล่านี้เท่ากับการตกเป็นผู้ทดลองยาโดยต้องเสี่ยงต่ออันตรายจากโรคที่เป็นอยู่และจากยาที่ใช้

               แก้ปัญหาการใช้ยาด้วยการปรึกษาเภสัชกร ในยุคนี้เนื่องจากศาสตร์แขนงต่างๆ มีความก้าวหน้าและลุ่มลึกมากทำให้วิชาชีพแต่ละสาขามักมีความเชี่ยวชาญเพียงเฉพาะด้านของตน ในแง่นี้เภสัชกรเป็นวิชาชีพที่ถูกสั่งสอนและฝึกปฏิบัติให้เชี่ยวชาญด้านยาเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนและผู้ป่วย ดังนั้นในกรณีที่ต้องการความรู้เรื่องยาหรือเกิดปัญหาการใช้ยาจึงสมควรที่ประชาชนควรพยายามปรึกษากับเภสัชกรไม่ว่าจะเป็นที่ร้านขายยาหรือโรงพยาบาลใกล้ตัวท่านก็ตาม ซึ่งเภสัชกรทุกคนยินดีที่จะทำหน้าที่ให้ความกระจ่างแก่ประชาชน สำหรับท่านที่อยู่ใกล้คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถขอคำปรึกษาเรื่องยากับเภสัชกรที่สถานปฏิบัติการโอสถศาลา ตรงข้ามศูนย์การค้ามาบุญครองได้ทุกวันจันทร์ถึงเสาร์ เวลา 8.00-16.00 น. เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดราชการอื่น

เภสัชกรมีบทบาทอย่างไรต่อการใช้ยาอย่างปลอดภัย?
Redtones.gif (2134 bytes)

                 โดยทั่วไปประชาชนมักจะมองเห็นภาพไม่ชัดเจนว่าหน้าที่และบทบาทที่แท้จริงของเภสัชกรคืออะไร แต่จะมองหน้าที่และบทบาทของบุคคลากรการแพทย์อื่น เช่น แพทย์ ทันตแพทย์พยาบาล ได้ชัดเจนกว่า ทั้งนี้สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งคือเท่าที่ผ่านมาการศึกษาเภสัชศาสตร์สอนให้เภสัชกรรู้หลายด้านในขณะที่ระบบการดูแลสุขภาพประชาชนของไทยเปิดช่องทางให้เภสัชกรแสดงหน้าที่และบทบาทได้จำกัด ดังนั้นเภสัชกรจึงทำงานในหลายบทบาทหลายคนอาจจะเห็นเภสัชกรอยู่ในห้องยาของโรงพยาบาลคอยดูแลการจ่ายยาและควบคุมคลังยา หลายคนอาจจะเห็นเภสัชกรอยู่ประจำตามร้านขายยาคอยบริการจำหน่ายยาและให้คำแนะนำแก่ผู้ซื้อ บางคนอาจจะเห็นเภสัชกรเดินเข้าออกตามโรงพยาบาลและคลินิกเพื่อเสนอขายยาหรืออยู่ที่สำนักงานคอยวางแผนการขายยา บางคนอาจจะเห็นเภสัชกรอยู่ในโรงงานยาทำหน้าที่ผลิตและควบคุมคุณภาพยา ด้วยหน้าที่และบทบาทหลากหลายเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของวิชาชีพเภสัชกรไม่เด่นชัดในสายตาประชาชน

                ปัจจุบันเนื่องจากงานดูแลสุขภาพประชาชนมีขอบเขตกว้างขวาง ผนวกกับความก้าวหน้าทางการแพทย์และเภสัชศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้การบริการด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่รอบรู้และเชี่ยวชาญแต่ละสาขาดังนั้นเภสัชกรจึงมีหน้าที่และบทบาทดูแลสุขภาพด้านการใช้ยาของประชาชนชัดเจนกว่าที่เคยเป็น โดยดูแลด้านการพัฒนายา การผลิตและควบคุมคุณภาพยา การส่งมอบยา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามผลการใช้ยาและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับยา ประชาชนเริ่มมองเห็นว่าในขณะที่แพทย์เป็นผู้ให้การวินิจฉัยและสั่งการรักษาโรคแก่ผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่ต้องอาศัยยาเภสัชกรเองจะเป็นผู้ดูแลคอยสอดส่องติดตามให้การใช้ยานั้นมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

              สิ่งที่ประชาชนจะพึ่งพาเภสัชกรได้นั้นมีหลายประการทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นในทางตรงประชาชนสามารถพึ่งพาเรื่องการควบคุมดูแลและแนะนำการใช้ยาอย่างปลอดภัย ทั้งการใช้ยาในสถานพยาบาลและการใช้ยาจากร้านขายยา ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ข้อข้องใจ ต้องการข้อมูลหรือตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ยา ขอให้คิดถึงเภสัชกรว่าเป็นบุคคลแรกที่จะให้คำแนะนำและความกระจ่างได้ดีที่สุดผู้หนึ่ง ในทางอ้อมประชาชนพึ่งพิงเภสัชกรผ่านการควบคุมการผลิตและควบคุมมาตรฐานยาที่จำหน่ายในท้องตลาด

             สุดท้ายนี้ขอฝากคำขวัญสั้นๆ ไว้กับประชาชนทั้งหลาย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่และบทบาทที่ชัดเจนของเภสัชกรว่า “การดูแลเรื่องยาคือหน้าที่เภสัชกร”


Redtones.gif (2134 bytes)
 

 3d_basic_back.gif

Phrae christian Hospital